อารัมภบท

บริษัท ลากูน่า รีสอร์ท แอนด์ โฮเท็ล จำกัด (มหาชน) (LRH) บริษัทย่อย และบริษัทในเครือ (เรียกรวมกันว่า “กลุ่มบริษัท”) ได้กำหนดหลักการและมาตรฐานในการปฏิบัติไว้ในจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจนี้ (“จรรยาบรรณฯ”) ซึ่งเป็นที่คาดหวังการปฏิบัติจากกรรมการ ผู้บริหาร ผู้ร่วมงาน ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ตัวแทน ลูกจ้างทั้งเต็มเวลา เป็นกะ ชั่วคราว และลูกจ้างอื่นๆ (“พนักงาน”)

พนักงานจะต้อง

ก)    ปฏิบัติงานทุกประการด้วยมาตรฐานของความซื่อสัตย์ ความมีจริยธรรม และการให้ความร่วมมืออย่างสูงที่สุด
ข)    ปฏิบัติงานทุกประการเพื่อผลประโยชน์กลุ่มบริษัทเท่านั้น
ค)    ป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างใด ๆ และ
ง)    ยึดมั่นในเจตนารมณ์และหลักการแห่งจรรยาบรรณฯ

วัตถุประสงค์

วัตถุประสงค์ของนโยบายนี้มีดังต่อไปนี้

ก)    ส่งเสริมให้เกิดความตระหนักถึงจรรยาบรรณที่ดีของบริษัทของพนักงาน
ข)    รักษาชื่อเสียงของบริษัทในการปฏิบัติตามระดับจรรยาบรรณทางธุรกิจและการปฏิบัติตามกฎหมาย       ในระดับสูงสุด และ
ค)    ทำให้มั่นใจว่าการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดของการปฏิบัติงานของพนักงานอย่างเต็มที่นั้นจะไม่ส่งผลกระทบร้ายแรงใด ๆ ต่อบริษัท

หลักการ

พนักงานทุกคนควรต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยความซื่อสัตย์ ยุติธรรม สุจริต และด้วยความเป็นมืออาชีพตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและหลักการที่กำหนดไว้ข้างล่างนี้

1.     การปฏิบัติการทางธุรกิจด้วยความระมัดระวัง

ก)    พนักงานจะต้องไม่:

  • ใช้เงินใด ๆ หรือสินทรัพย์อื่น ๆ ที่เป็นของกลุ่มบริษัท หรือ
  • ปฏิบัติงานใดๆ

เพื่อวัตถุประสงค์ใด ๆ อันมิชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายที่บังคับใช้อย่างใด ๆ ในเขตอำนาจ
ข)    พนักงานจะต้องไม่จัดตั้งกองทุน หรือสินทรัพย์ที่ไม่ถูกเปิดเผย หรือที่ไม่มีการบันทึกไว้เพื่อวัตถุประสงค์ใด ๆ
ค)    สรรพเอกสาร บันทึก และบัญชีทั้งหมดและที่ถูกต้องจะต้องได้รับการจัดเก็บและรักษาไว้เพื่อให้มั่นใจว่า

  • ธุรกรรมต่างๆ ถูกดำเนินการจัดการให้เป็นไปตามอำนาจทั่วไปและโดยเฉพาะเจาะจงใน   การบริหารจัดการ
  • ธุรกรรมต่างๆ ถูกบันทึกไว้ตามความจำเป็นเพื่อการจัดเตรียมงบการเงินตามหลักการปฏิบัติการทางบัญชีที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
  • เข้าถึงสินทรัพย์ใดๆ ที่กำหนดให้ต้องได้รับมอบอำนาจตามสมควรโดยให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร
  •  มีการตรวจสอบสินทรัพย์ที่บันทึกไว้กับสินทรัพย์ที่มีอยู่เป็นระยะตามสมควรและ               การดำเนินการที่เหมาะสมในกรณีที่พบข้อแตกต่างใดๆ และ
  • มิให้มีการลงบันทึกอันเป็นเท็จ ที่ทำให้เข้าใจผิด หรือปลอมลงในสรรพเอกสารหรือบันทึกใดๆ โดยเหตุอันใดก็ตาม

ง)     มิให้อนุญาติหรือทำการชำระเงินในกรณีที่มีเจตนาหรือความเข้าใจว่าเป็นการนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นใด นอกเหนือจากตามที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายการชำระเงินนั้น
จ)    ข้อห้ามในข้อ (ก) ถึง (ง) ข้างต้นใช้บังคับกับการใช้เงินทุนของบริษัท เงินทุนส่วนตัว สินทรัพย์     เงินสมทบโดยอ้อม หรือการชำระเงินในรูปแบบใด ๆ

2.     ข้อควรระวังเพื่อป้องกันการทุจริต
ก)    พนักงานจะต้องไม่กระทำการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อฉลหรือทุจริต หรือกระทำการใดๆ ที่ส่อให้เห็นว่ากระทบต่อความซื่อสัตย์สุจริตและความเป็นมืออาชีพของบริษัทอย่างร้ายแรง
ข)    พนักงานจะต้องให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการตรวจสอบภายในและภายนอก และ              การตรวจสอบตามกฎระเบียบต่าง ๆ
ค)    พนักงานจะต้องไม่ให้ข้อมูล ให้ถ้อยคำหรือให้คำรับรองอันทำให้เข้าใจผิด อันเป็นเท็จ หรืออันเป็นการบอกปัด

3.     การรายงานกระบวนพิจารณาคดีอาญาและคดีแพ่ง
ก)    พนักงานจะต้องรายงานให้หัวหน้างานและแผนกทรัพยากรบุคคลทราบทันทีหากพนักงานอยู่ภายใต้การสอบสวนหรือกระบวนพิจารณาทางอาญาหรือทางปกครอง ที่ดำเนินการโดย            เจ้าพนักงาน หรือหน่วยงานทางราชการ หรือที่มีอำนาจควบคุมใด ๆ ในเขตอำนาจศาลใดๆ
ข)    พนักงานจะต้องรายงานให้หัวหน้างานและแผนกทรัพยากรบุคคลทราบทันทีหากพนักงานถูกพิพากษาว่ามีความผิดทางอาญาในเขตอำนาจศาลใดๆ
ค)    พนักงานต้องรายงานให้หัวหน้างานและแผนกทรัพยากรบุคคลทราบทันทีเมื่อพนักงานเคยหรือยังคง

  • ต้องคำพิพากษาในกระบวนพิจารณาคดีในเขตอำนาจศาลใดที่เกี่ยวกับการฝ่าฝืนกฎหมายหรือกฎระเบียบใดๆ
  •             อยู่ภายใต้การดำเนินคดีฟ้องร้องทางอาญาในศาล
  •             ถูกตัดสิทธิจากการเป็นกรรมการในบริษัทใดๆ หรือจากการเป็นส่วนหนึ่งในการบริหารจัดการทั้งโดยตรงและโดยอ้อมของบริษัทใดๆ หรือ
  •             อยู่ภายใต้คำสั่ง คำพิพากษา หรือคำชี้ขาดในศาล คณะตุลาการ หน่วยงานราชการแห่งใด โดยถาวรหรือโดยชั่วคราวในการเข้าร่วมดำเนินกิจการหรือกิจกรรมใดๆ

ง)     พนักงานจะต้องรายงานการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีแพ่งที่พนักงานหรือกิจการที่พนักงานมีอำนาจควบคุมถูกกล่าวหาว่าเป็นจำเลย หากการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนั้นเกี่ยวกับกิจการหรือธุรกรรมทางการเงินอันมีนัยสำคัญ หรือหากการดำเนินกระบวนพิจารณานั้นอาจมีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อกลุ่มบริษัทหรืออาจมีแนวโน้มว่าจะส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานในกลุ่มบริษัท

4.     การแถลงการเข้ามีส่วนร่วมโดยสมัครใจในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร
ก)    พนักงานทุกคนจะต้องแถลงถึงความเป็นสมาชิกของตนในองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงองค์กรการกุศล กลุ่มบริษัทที่มีส่วนได้เสีย กลุ่มบริษัทที่สนับสนุน องค์กรวิชาชีพ และองค์กรทางศาสนา ในแบบแจ้งข้อมูลของพนักงาน (Associate Declaration Form)
ข)    การแถลงการตามข้อ (ก) ควรต้องประกอบด้วยข้อมูลดังต่อไปนี้

  • ชื่อขององค์กร
  • สถานภาพความเป็นสมาชิก (สมาชิกกรรมการ สมาชิกคณะกรรมการ ผู้อำนวยการ ประธาน เป็นต้น)
  • วันที่เข้าร่วม
  • ความถี่ในการมีส่วนร่วม และ
  • ค่าตอบแทนที่ได้รับในการเข้าร่วม

ค)    พนักงานต้องได้รับอนุญาตจากรองประธานกรรมการอาวุโส/กรรมการผู้จัดการ เป็นลายลักษณ์อักษรก่อนที่จะดำเนินการ และ/หรือ ยอมรับตำแหน่งระดับบริหารจัดการ เช่น ความเป็นผู้อำนวยการหรือประธาน

5.     การไม่รับของขวัญ (สินค้า เงิน หรือการให้บริการ)
พนักงานและครอบครัวที่ใกล้ชิดของตนต้องไม่รับของขวัญหรือความช่วยเหลือส่วนตัวใด ๆ จากคู่แข่งทางการค้า ลูกค้า หรือผู้จัดหารายใดของกลุ่มบริษัท หรือบุคคลใดผู้ซึ่งพนักงานติดต่อธุรกิจด้วยในนามกลุ่มบริษัท

6.     ความซื่อสัตย์ต่อความสัมพันธ์
ก)    พนักงานจะต้องกระทำการด้วยความซื่อสัตย์และสุจริตในการติดต่อธุรกิจกับองค์กรภาครัฐ องค์กรธุรกิจ และองค์กรอื่นๆ และรักษาความสัมพันธ์ในการทำงานที่ดีไว้เสมอ
ข)    พนักงานจะต้องไม่เสนอของขวัญ เงินรางวัล หรือการเลี้ยงรับรองที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอันเป็น  การจูงใจโน้มน้าวให้พนักงานขององค์กรธุรกิจ หน่วยงานภาครัฐ หรือองค์กรอื่นใด (“หุ้นส่วนทางธุรกิจ”) ที่ติดต่อธุรกิจกับกลุ่มบริษัท ทำการตกลงทางธุรกิจซึ่งอำนวยประโยชน์ให้กับกลุ่มบริษัท
ค)    ห้ามมิให้จ่าย ให้ยืม ให้ หรือ ถ่ายโอนเงินทุนหรือสินทรัพย์ใดๆ ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมให้แก่พนักงานของหุ้นส่วนทางธุรกิจ หรือองค์กรใด ๆ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าพนักงานผู้นั้นมีส่วนได้เสียอย่างมีนัยสำคัญ เว้นแต่เป็นการทำธุรกรรมทางธุรกิจที่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งยุติธรรมและสมเหตุสมผลตามพฤติการณ์ต่าง ๆ
ง)     พนักงานจะต้องไม่ดำเนินการหรืออนุญาตให้มีค่าใช้จ่ายสำหรับของขวัญ การเดินทาง อาหาร และที่พักอาศัยสำหรับพนักงานคนใดของหุ้นส่วนทางธุรกิจ เว้นแต่หุ้นส่วนทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องนั้นได้รับทราบและอนุญาตให้มีการดำเนินการเช่นนั้น
จ)    ข้อตกลง/สัญญาทั้งหมดที่ทำกับหุ้นส่วนทางธุรกิจต้องมีการจัดทำอย่างเป็นธรรมและชัดเจนโดยฝ่ายกฎหมายตามความเหมาะสมและจัดทำเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ จะต้องจัดทำขึ้นโดยปราศจากข้อตกลงซ่อนเร้นหรือข้อตกลงที่มิได้มีการเจรจากัน
ช)    ข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นส่วนทางธุรกิจต้องถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับและควรจะให้มีการเข้าถึงข้อมูลโดยผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

7.     การใช้ตัวแทน
ก)    ควรต้องมีการตรวจสอบชื่อเสียงของตัวแทนและบุคคลภายนอกทั้งหมดก่อนที่จะเข้าทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการกับตัวแทนเหล่านั้น (หรือในภายหลัง หากมีพฤติการณ์ที่จำต้องดำเนินการเช่นนั้น) การตรวจสอบดังกล่าวควรต้องทำอย่างละเอียดถี่ถ้วนและมีเอกสารประกอบ
ข)    พนักงานต้องทำให้แน่ใจว่า ทุกข้อตกลงที่ทำกับตัวแทนหรือผู้แทนต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรและลงนามโดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ประกอบด้วยข้อกำหนดและเงื่อนไขทั้งหมดที่ได้มีการตกลงกันและสอดคล้องกับข้อกำหนดในเรื่องกระบวนการทางบัญชีของกลุ่มบริษัท ตัวแทนหรือผู้แทน รวมถึงพนักงาน และเจ้าของกิจการตัวแทนต้องให้บริการธุรกิจโดยชอบด้วยกฎหมายและคิดค่าบริการไม่เกินกว่าอัตราค่าบริการโดยทั่วไปตามท้องถิ่น และไม่มีความเกี่ยวข้องกับลูกค้าที่มีอยู่เดิมหรือที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นลูกค้าของกลุ่มบริษัท  การชำระเงินใดๆ ให้แก่ตัวแทนขาย หรือผู้แทนต้องมีเอกสารประกอบอย่างครบถ้วน

8.     ข้อมูลความลับ
ก)    พนักงานทุกคนจะต้องเก็บและรักษาข้อมูลทั้งหมดที่ตนได้รับรู้ไว้เป็นความลับอันเนื่องมาจาก    การจ้างงานกับกลุ่มบริษัท รวมถึงข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวกับกิจการ การดำเนินงาน กระบวนการ แผนการ เจตจำนง สิ่งประดิษฐ์ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ ความรู้ความเชี่ยวชาญ สิทธิในการออกแบบ  แบบแปลน พิมพ์เขียว แผนผัง เทคนิค แหล่งที่มาในการจัดหา สูตร การวิเคราะห์ รายงาน วิธีการทำงาน ข้อมูลและคุณสมบัติเฉพาะ ความลับทางการค้า บัญชีราคา ข้อมูลค่าใช้จ่าย โปรแกรมคอมพิวเตอร์ โอกาสทางการตลาด ข้อมูลลูกค้า ข้อมูลพนักงาน ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลทางทรัพย์สิน แผนทางธุรกิจและการวิจัย และข้อมูลที่มีมูลค่าทางการค้าอื่นๆ ทุกประเภทของกลุ่มบริษัทซึ่งพนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลนั้นได้ในขณะที่เป็นลูกจ้างของกลุ่มบริษัท (“ข้อมูลความลับ”)
ข)    พนักงานคนใดที่ครอบครองข้อมูลความลับไม่ควรกระทำการดังต่อไปนี้ตลอดระยะเวลาระหว่างการจ้างงาน หรือภายหลังจากที่สิ้นสุดการจ้างงาน

  • ใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือบุคคลภายนอกคนใด
  •             ใช้ข้อมูลดังกล่าวในการจูงใจลูกค้าหรือบุคคลภายนอกคนใดในการเจรจาตกลงกันในการ   ทำธุรกรรมอย่างใด หรือ
  •             เปิดเผย ประกาศ ทำให้ปรากฏ ตีพิมพ์ หรือสื่อสารให้บุคคลอื่น องค์กรหรือบริษัทอื่นใด ทราบข้อมูลความลับใดๆ โดยไม่ได้รับความยินยอม

ค)    พนักงานไม่ได้รับอนุญาตให้เคลื่อนย้ายคู่มือ ตำราคู่มือ และคู่มือการปฏิบัติงานออกจากสถานที่ประกอบการหรือทำสำเนาเอกสารเหล่านั้นเพื่อการใช้งานภายนอก

9.     การปลอดจากการคุกคามทางเพศ
ก)    พนักงานต้องทำให้แน่ใจว่า ไม่มีพฤติกรรมทางเพศอันไม่พึงประสงค์อันมีลักษณะของการขู่เข็ญ   ทำร้าย หรือข่มเหงที่ก่อให้เกิดการคุกคาม ความกลัวหรือความกังวลใจ
ข)    พนักงานจะต้องไม่ประทุษร้ายหรือใช้กำลังบังคับบุคคลใดโดยมีเจตนาประสงค์ร้ายหรือกระทำการใดๆ โดยหมายที่จะประสงค์ร้ายแก่บุคคลผู้นั้น
ค)    พนักงานจะต้องไม่สบประมาทบุคคลใดด้วยการกล่าวถ้อยคำ ทำเสียงหรือท่าทาง หรือแสดงสิ่งใดโดยมีเจตนาให้บุคคลผู้นั้นได้ยินถ้อยคำหรือเสียงนั้น หรือเห็นท่าทางหรือสิ่งที่แสดงออกมา หรือก้าวก่ายความเป็นส่วนตัวของบุคคลผู้นั้น

10.    การปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน
        พนักงานทุกคนจะต้องทำให้มั่นใจว่า พนักงานทุกคนและผู้สมัครเข้าทำงานกับกลุ่มบริษัททุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ผู้สมัครหรือพนักงานปัจจุบันจะต้องไม่ถูกเลือกปฏิบัติเพราะเหตุจากอายุ เพศ  เชื้อชาติ ศาสนา หรือสัญชาติ

11.    การปฏิสัมพันธ์กับพนักงานอื่น
ก)    พนักงานต้องปฏิบัติตนในลักษณะที่จะไม่เป็นการกีดขวางหรือขัดขวางพนักงานอื่นจากการดำเนินการตามหน้าที่ของเขาอย่างถูกต้อง
ข)    พนักงานทุกคนมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงานด้วยความเคารพและ            ความเกรงอกเกรงใจอยู่เสมอ
ค)    พนักงานต้องทำให้แน่ใจว่า ไม่มีการเลือกปฏิบัติ การข่มเหงรังแก การคุกคาม การข่มขู่ การขู่เข็ญ การล้อเลียน การข่มเหง การสบประมาท การแสดงท่าทาง การขัดคำสั่งโดยจงใจหรืออย่างร้ายแรง การทำร้ายร่างกาย หรือพฤติกรรมอื่นใดที่เป็นการดูหมิ่นไม่เคารพผู้อื่น

12.    การไม่เลือกข้างทางการเมือง
พนักงานจะต้องไม่ดึงกลุ่มบริษัทเข้าไปข้องเกี่ยวกับการรณรงค์หรือกิจการทางการเมือง มิให้นำเงินทุนของบริษัทนั้นมาใช้จ่ายในการสนับสนุนหรือคัดค้านผู้สมัครทางการเมือง พรรคการเมือง หรือกิจกรรมทางการเมืองใดๆ

13.    การจัดการกับสื่อ
ก)    พนักงานจะไม่ตอบรับการร้องขอของสื่อในการให้ข้อมูลและการให้สัมภาษณ์หรือให้ถ้อยคำใดๆ ในการประชุมทางออนไลน์หรือไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์โดยไม่ได้รับมอบอำนาจตามสมควร
ข)    พนักงานจะไม่แสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวกับกลุ่มบริษัท กิจการ ผลิตภัณฑ์ การให้บริการ ยุทธศาสตร์หรือแนวทางปฏิบัติของกลุ่มบริษัทโดยไม่ได้รับมอบอำนาจตามสมควร
ค)    พนักงานที่ได้รับมอบอำนาจตามข้อ (ก) และ (ข) จะต้องกระทำการเพื่อประโยชน์สูงสุดของกลุ่มบริษัท

 

ความขัดแย้งทางผลประโยชน์

พนักงานจะต้องรายงานถึงความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นให้หัวหน้างานและแผนกทรัพยากรบุคคลทราบทันที

ความขัดแย้งทางผลประโยชน์” เกิดขึ้นเมื่อพนักงานมีส่วนได้เสียทางวิชาชีพหรือโดยส่วนตัวอันเป็นการแข่งขันกับส่วนได้เสียของกลุ่มบริษัท ซึ่งน่าจะทำให้เป็นการยากที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างถูกต้องเหมาะสม หรืออาจก่อให้เกิดความไม่เหมาะสมอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นใจของลูกค้าหรือความมั่นใจของสาธารณะ ความขัดแย้งทางผลประโยชน์อาจเกิดขึ้นได้ท่ามกลางการจัดการของบุคคลดังต่อไปนี้
ก)      ในระหว่างพนักงานคนใดคนหนึ่งและลูกค้าของกลุ่มบริษัท
ข)      ในระหว่างพนักงานคนใดคนหนึ่งและผู้ให้บริการของกลุ่มบริษัท หรือ
ค)      ในระหว่างพนักงาน

หากการขัดแย้งอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่กล่าวข้างต้นเกิดขึ้น ให้พนักงานแถลงถึงการขัดแย้งนั้นในแบบฟอร์ม แบบแจ้งข้อมูลของพนักงาน (Associate Declaration Form) ที่แนบท้ายนี้

พฤติการณ์ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ รวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียงกรณีดังต่อไปนี้

1.     ความเป็นเจ้าของ
ก)    ความเป็นเจ้าของ (ไม่ว่าอยู่ในรูปแบบใดทางกฎหมาย) ของพนักงานคนใดในส่วนได้เสียของ        ผู้จัดหา ผู้รับเหมา ลูกค้าอุตสาหกรรม หรือองค์กรอื่นๆ ที่กลุ่มบริษัทซึ่งทำธุรกิจด้วยหรือคู่แข่งทางการค้าใดของกลุ่มบริษัท (“องค์กรที่เกี่ยวข้อง”) ที่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์
ข)    ความเป็นเจ้าของโดยคู่สมรส บุตรธิดา บุตรธิดาของสามีหรือภรรยา บิดามารดา บิดามารดาเลี้ยงพี่ชายน้องชาย พี่สาวน้องสาว ปู่ย่าตายาย ญาติที่เกิดจากการสมรส และบุคคลอื่นใดที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกันกับพนักงาน (“สมาชิกครอบครัว”) ให้ถือว่าพนักงานนั้นมีความเป็นเจ้าของด้วย

2.     การดำรงตำแหน่งในฐานะกรรมการ
ก)    การแต่งตั้งพนักงานระดับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารให้เป็นกรรมการในคณะกรรมการ (หรือตำแหน่งเทียบเท่า) ขององค์กรภายนอกกลุ่มบริษัท (“กรรมการภายนอก”) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากกลุ่มบริษัทก่อนเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างหนึ่ง
ข)    ประธานบริหารของกลุ่มบริษัทจะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทนของกลุ่มบริษัทก่อนจึงจะสามารถเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการภายนอกบริษัทได้
ค)    เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารทั้งหมดจะต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้างานที่ดำรงตำแหน่งในระดับรองประธานอาวุโสหรือตำแหน่งสูงกว่าในหน่วยงานนั้นๆ ของพนักงานก่อนจึงจะสามารถเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการภายนอกบริษัทได้
ง)     เมื่อได้รับอนุญาตตามที่กำหนดไว้ในข้อ (ข) และ (ค) ข้างต้น แต่สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมที่พนักงานระดับเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารจะยังคงดำรงตำแหน่งกรรมการภายนอกต่อไป กรณีนี้เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างหนึ่ง เว้นแต่จะได้รับการอนุญาตใหม่ตามข้อกำหนดที่กล่าวไว้ข้างต้น

3.     การจ้างงานภายนอกกลุ่มบริษัท
ก)    เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารที่ปฏิบัติงานในส่วนงานใดก็ตามให้แก่บริษัทภายนอกกลุ่มถือเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์
ข)    สมาชิกครอบครัวของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารที่ปฏิบัติงานในส่วนงานใดก็ตามให้แก่องค์กรที่เกี่ยวข้องถือเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์
ค)    เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารที่ได้รับการว่าจ้างงานจากภายนอกหรือดำรงตำแหน่งใด ๆ (รวมถึงการเป็นเจ้าของธุรกิจหรือดำรงตำแหน่งในองค์กรการกุศล) โดยไม่ได้รับอนุญาตจากกลุ่มบริษัทก่อนนั้น เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างหนึ่ง เว้นแต่การจ้างงานดังกล่าวนั้นได้ทำขึ้นหรือเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการปฏิบัติงานตามความรับผิดชอบและหน้าที่ในฐานะส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัท
เมื่อได้รับอนุญาตก่อนแล้ว แต่ภายหลังสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารจะยังคงดำรงตำแหน่งดังกล่าวภายนอกกลุ่มบริษัทต่อไป เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างหนึ่ง

4.     เงินค่าตอบแทน การกู้ยืมเงิน การให้บริการ และของขวัญ
การเรียกร้องหรือการรับเงินค่าตอบแทน การให้บริการ การกู้ยืมเงิน ของขวัญ หรือค่าตอบแทนพิเศษไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมจากองค์กรที่เกี่ยวข้องนั้น ถือเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เว้นแต่เป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ มีมูลค่าไม่มาก และไม่ก่อให้เกิดความลำเอียงอย่างใดอย่างหนึ่ง
ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ที่มีมูลค่าน้อยนั้น รวมถึงสิ่งที่มีสภาพเป็นการโฆษณาโดยทั่วไปที่ไม่ก่อให้เกิดความลำเอียงหรือความขัดแย้งอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น  ห้ามมิให้รับเงินสด และ/หรือบัตรกำนัล  ของขวัญที่มีมูลค่ามากควรถูกส่งกลับคืนไปยังผู้ให้ หากผู้รับของขวัญพิจารณาแล้วว่าเป็นการไม่สมควรที่จะคืนของขวัญนั้น ควรแจ้งให้ผู้บริหาร รองประธาน รองประธานอาวุโส หรือรองประธารบริหาร/กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัทได้รับทราบเพื่อหาวิธีจัดการกับของขวัญนั้นตามความเหมาะสม

5.     ทรัพย์สินที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของบริษัทและข้อมูลบริษัท
ก)    ความเป็นเจ้าของ (โดยไม่พิจารณาถึงรูปแบบทางกฎหมายหรือสัดส่วน) หรือการได้มาของพนักงานในผลประโยชน์ทางการเงินในอสังหาริมทัพย์หรือทรัพย์สินส่วนตัว (ทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน) ซึ่ง

  • มูลค่าของสิ่งนั้นเป็นหรือมีแนวโน้มว่าจะได้รับผลกระทบจากการดำเนิการของกลุ่มบริษัทและ
  •             พนักงานผู้นั้นเป็นหรือมีแนวโน้มว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจในระดับใดๆ เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างหนึ่ง

ข)    ความเป็นเจ้าของ โดยไม่พิจารณาถึงรูปแบบทางกฎหมายหรือสัดส่วน หรือการได้มาของพนักงานในผลประโยชน์ทางการเงินในอสังหาริมทัพย์หรือทรัพย์สินส่วนตัว (ทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน)  อันเป็นผลมาจากการได้มาซึ่งข้อมูลความลับหรือข้อมูลที่ไม่มีการเผยแพร่ผ่านกลุ่มบริษัท เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างหนึ่ง

6.     โอกาสทางธุรกิจ
พนักงานคนใดที่เบี่ยงเบนโอกาสทางธุรกิจที่คาดว่ากลุ่มบริษัทให้ความสนใจไปเป็นของตนเองหรือให้ผู้อื่นทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างหนึ่ง

7.     การใช้ข้อมูลหรือสิ่งอำนวยความสะดวกในทางที่ไม่ถูกต้อง
การใช้ข้อมูลหรือสิ่งอำนวยความสะดวกซึ่งพนักงานคนใดได้รับอันเนื่องมาจากการจ้างงานกับกลุ่มบริษัทในลักษณะที่มิใช่เพื่อประโยชน์สูงสุดของกลุ่มบริษัท เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างหนึ่ง

8.     การเปิดเผยข้อมูลความลับโดยไม่ได้รับอนุญาต
การเปิดเผยและการใช้ข้อมูลความลับหรือข้อมูลที่ไม่มีการตีพิมพ์ที่พนักงานได้รับอันเนื่องมาจาก      การจ้างงานของตนกับกลุ่มบริษัทโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างหนึ่ง

 

การบังคับใช้

พนักงานทุกคน ทุกสำนักงานได้รับการคาดหวังว่าทุกคนเข้าใจ ปฏิบัติตามและส่งเสริมให้ปฏิบัติตามทั้งเจตนารมณ์และข้อกำหนดแห่งจรรยาบรรณฯ ภายในขอบเขตที่บทบัญญัติ กฎหมาย กฎระเบียบหรือคำสั่ง    ในเขตอำนาจที่เกี่ยวข้องแห่งใดนั้นอนุญาตไว้โดยครบถ้วน

1.     พนักงานใหม่
ก)    พนักงานใหม่จะได้รับแจกสำเนานโยบายจรรยาบรรณในการดำเนินธุรกิจ
ข)    พนักงานใหม่ต้องส่งคืนแบบฟอร์มแบบแจ้งข้อมูลของพนักงาน (Associate Declaration Form) ที่ลงนามเรียบร้อยแล้วให้แก่แผนกทรัพยากรบุคคลภายในหนึ่งสัปดาห์นับจากวันเริ่มงาน
ค)    แผนกทรัพยากรบุคคลแต่ละแห่งต้องส่งสำเนาการแถลงการใหม่ทั้งหมดให้แก่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของกลุ่มบริษัทก่อนสิ้นเดือนในแต่ละเดือน

2.     พนักงานปัจจุบัน
ก)    พนักงานปัจจุบันต้องลงนามในบันทึกเป็นรายปีเพื่อแถลงถึงสภาพของความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น และรับรองว่าไม่มีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ในรูปแบบอื่นใด หรือที่ต้องนำมาพิจารณา
ข)    การลงนามแถลงการประจำปีนี้ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี และส่งสำเนาการแถลงทุกฉบับแก่ฝ่ายทรัพยากรบุคคลของกลุ่มบริษัทภายในวันที่ 30 พฤศจิกายนของปีนั้น
ค)    พนักงานผู้ซึ่งต่อมาภายหลังมีรายการเปลี่ยนแปลงซึ่งอาจเกิดเป็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ต้องแจ้งให้แผนกทรัพยากรบุคคลทราบทันที
ง)     หากต้องการคำชี้แจงใด ๆ ให้สอบถามทางหัวหน้าแผนกทรัพยากรบุคคล

3.     การฝ่าฝืน
หากพนักงานคนใดพบเห็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณฯ ทั้งที่เกิดขึ้นจริงหรือมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้น ความผิดปกติ ความไม่ถูกต้อง การทุจริต หรือการกระทำอื่นใดที่ไม่เหมาะสมของพนักงานด้วยกัน พนักงานผู้นั้นควรรายงานให้หัวหน้างานหรือแผนกทรัพยากรบุคคลทราบทันที
การไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณฯ อาจเป็นผลให้มีการดำเนินการทางวินัย รวมถึงการเลิกจ้างและการคืนส่วนของเงินจูงใจในค่าตอบแทนของพนักงานจำนวน 12 เดือนก่อนหน้านี้นับจากเหตุการณ์ที่มีการกระทำผิด
4.     การได้รับโบนัสและเงินจูงใจ
        ผู้บริหารถูกบังคับให้ต้องคืนเงินจูงใจ โบนัส และค่าตอบแทนในหุ้นทั้งหมด (“ค่าตอบแทนจูงใจ“) ที่ได้รับจำนวน 12 เดือนก่อนหน้านี้นับจากเหตุการณ์ที่มีการกระทำผิด ดังต่อไปนี้
ก)    ค่าตอบแทนจูงใจที่ได้รับมาจากงบการเงินที่ไม่ถูกต้องอันมีนัยสำคัญ และ/หรือ
ข)    ผู้บริหารได้ดำเนินการที่เป็นเหตุโดยตรงหรือโดยอ้อมที่เป็นผลให้ และ/หรือ ทำให้เกิดกรณีดังต่อไปนี้

  •  การสูญเสียทางการเงินหรือความเสื่อมเสียชื่อเสียงของบริษัท และ/หรือ         กลุ่มบริษัท และ/หรือ
  •  ความจำเป็นในการจัดทำผลประกอบการทางการเงินหรืองบการเงินใหม่ของบริษัท และ/หรือ กลุ่มบริษัท และ/หรือ
  •  การเปลี่ยนแปลงในเชิงลบของข้อมูลความเสี่ยงหรือการจัดอันดับของบริษัท และ/หรือ กลุ่มบริษัท

หรือการก่อให้เกิดความเสียหายประการอื่นใดต่อบริษัท และ/หรือ กลุ่มบริษัท และ/หรือ กิจการที่ดำเนินการโดยสมาชิกของกลุ่มบริษัท และ/หรือ
ค)    ผลประกอบการทางการเงินของบริษัทเกิดการเปลี่ยนแปลงที่แย่ลง
ผู้บริหารจะต้องคืนค่าตอบแทนจูงใจในรูปของเงินสดซึ่งหมายความรวมถึงเงินสด หรือสิ่งเทียบเท่าเงินสดของโบนัสในรูปแบบที่พนักงานได้รับ (เช่น หุ้นของบริษัทที่ได้รับตามแผน RBP และ/หรือ PSUP) เป็นจำนวน 12 เดือนก่อนหน้าเหตุการณ์ที่มีการกระทำผิด การคืนค่าตอบแทนจูงใจต้องกระทำภายใน      15 วัน นับจากวันที่มีการบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรจากบริษัทตามข้อกำหนดนี้

นโยบายนี้ได้รับการพิจารณาและเห็นชอบแล้วโดยที่ประชุมคณะกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง และที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2557 และ 21 กุมภาพันธ์ 2557 ตามลำดับ